บทความ


SMEs อยากมีเว็บไซต์ เรื่องของกระแสหรือความจำเป็น



ราวสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเจ้าหน้าที่ท่านนั้นมีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางธุรกิจให้กับเหล่าเจ้าของกิจการ SMEs ประกอบกับกระแสในช่วงนี้ SMEs อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองกัน

คำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ท่านนั้นทำให้ผมนึกถึงยุคฟองสบู่ธุรกิจดอทคอมแตกเมื่อ 2 ปีก่อน (ราวปี 2543) นี่คงจะเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจระดับ SMEs หันมาให้ความสำคัญกับ e-business กันบ้าง ถือได้ว่าเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่จะทำให้ปลาเล็กพิชิตปลาใหญ่ได้ เพราะบนโลกของ e-business นั้นไม่ว่าบริษัทคุณจะยิ่งใหญ่แค่ไหน คุณก็มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพทางธุรกิจภายใต้จอคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าๆ กัน

ความต่างบนโลกของ e-business นั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความเข้าใจในรูปแบบการให้บริการบนออนไลน์ที่แตกต่างจากออฟไลน์หรือการนำธุรกิจออนไลน์มาเสริมธุรกิจออฟไลน์ได้มากกว่า ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทไหนจะใหญ่กว่า มีบุคลากรมากกว่า หรือมีทุนหนากว่า เพราะความได้เปรียบในเรื่องทุน และจำนวนบุคลากรนั้น โดนเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “อินเทอร์เน็ต” เกลี่ยให้เกิดศักยภาพการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน

เป็นเรื่องจริงครับที่การมีเว็บไซต์คือการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่ e-business และจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ปลาเล็กพิชิตปลาใหญ่ได้ แต่ทว่าไม่ใช่จะประยุกต์ใช้กับทุกธุรกิจได้ในขณะนี้ เพราะปัจจัยที่สำคัญคือระยะเวลาที่ลูกค้าจะหันมาใช้บริการผ่านเน็ต สำหรับในบ้านเราธุรกิจผ่านเน็ตจะประสบความสำเร็จเป็นบางธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนที่ทำธุรกิจอยู่ในการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม รีสอร์ท บริษัททัวร์ ธุรกิจเหล่านี้ควรมีเว็บไซต์เป็นของตนเองได้แล้ว เพราะการมีเว็บไซต์คือการขยายช่องทางการตลาด ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์ขององค์กร

อย่างในอดีต ประกอบกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นั้น มีแนวโน้มที่จะเสาะแสวงหาโปรแกรมทัวร์และตัดสินใจเลือกรูปแบบการท่องเที่ยวด้วยตนเองมากขึ้น (แนวโน้มดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก)

สำหรับในประเทศไทย เว็บไซต์จัดตั้งขึ้นแล้วประสบผลสำเร็จ (เกิดการทำธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ต) 10 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจคอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ต ธุรกิจเครื่องนุ่มห่มและเครื่องสำอาง ธุรกิจขายดอกไม้ ธุรกิจหัตถกรรม ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจเครื่องประดับ ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ (ข้อมูลจาก NECTEC ผลวิเคราะห์ของปี 2544)

จากตัวเลขในรายงานดังกล่าว จำนวนเว็บไซต์ในธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจคอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ต และธุรกิจบันเทิงรวมกัน จะมีสัดส่วนราว 50% ของจำนวนเว็บไซต์ที่มีทั้งหมดของไทย ที่เหลือจะกระจายแยกย่อยไปตามธุรกิจประเภทต่างๆ

แหล่งที่มา: กมล ชาญศิลปากร ผู้เขียน: กมล ชาญศิลปากร

เว็บไซต์สำเร็จรูป

แสดงความคิดเห็น

Related Articles